Home แนวคิดชีวิต ตำนานเล่าขาน “นางสุปปิยา”สตรีที่มีสัจจะและศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ ทำให้พระพุทธองค์บัญญัติห้ามภิกษุฉันเนื้อ 10 อย่าง

“นางสุปปิยา”สตรีที่มีสัจจะและศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ ทำให้พระพุทธองค์บัญญัติห้ามภิกษุฉันเนื้อ 10 อย่าง

3 second read
0
0
0

 

นางสุปปิยา เกิดในตระกูลหนึ่ง ในกรุงพาราณสี เมื่อเจริญวัยแล้วได้สามีผู้มีฐานะใกล้เคียงกัน นางเป็นผู้มีอุปนิสัยศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแน่วแน่ ต่อมา เมื่อพระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จจาริกไปยังกรุงพาราณสี นางได้ทราบข่าวการเสด็จมาจึงเข้าเฝ้าพร้อมกับพุทธบริษัทอื่น ๆ ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วได้บรรลุโสดาปัตติผลวันหนึ่งนางได้ไปฟังธรรมที่วัด และก่อนที่จะกลับบ้านได้เดินเยี่ยมเยือนพระภิกษุภายในวัดนั้น พบพระภิกษุอาพาธรูปหนึ่ง ได้ถามอาการของท่านแล้วจึงถามต่อไปว่า

“ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าต้องการสิ่งใดบ้าง ?”

“อุบาสิกา อาตมาต้องการอาหารที่มีเนื้อจ้ะ”

“เอาเถอะ พระคุณเจ้า ดิฉันจะจัดมาถวายตามที่พระคุณเจ้าต้องการ” ​

วันรุ่งขึ้น นางได้ใช้ให้ทาสีไปหาซื้อเนื้อที่ตลาด ปรากฏว่าวันนั้นทั่วทั้งตลาดไม่มีเนื้อเหลืออยู่เลย นางทาสีจึงกลับมามือเปล่า อุบาสิกาเมื่อไม่มีเนื้อจะปรุงอาหารถวายพระก็ร้อนใจว่า:-

“เราได้บอกกับพระคุณเจ้าไว้ว่า…

จะจัดอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อมาถวาย ถ้าเราไม่มีส่งไปพระคุณเจ้าก็จะลำบาก ควรที่เราจะส่งเนื้ออย่างใดอย่างหนึ่งไปถวาย”

เมื่อนางคิดดังนั้นแล้วก็เข้าไปในห้อง ใช้มีดเฉือนเนื้อที่ขาของตนเองออกมาก้อนหนึ่งแล้วส่งให้นางทาสีจัดการปรุงอาหาร พร้อมทั้งสั่งให้นำไปถวายพระคุณเจ้าที่วัด ถ้าพระคุณเจ้าถามถึงก็ให้บอกว่า…

อุบาสิกาเป็นไข้นางทาสีก็ทำตามที่อุบาสิกาผู้เป็นนายสั่งทุกประการ

พระบรมศาสดาเมื่อทรงทราบว่านางสุปปิยาไม่สบาย ครั้นวันรุ่งขึ้นจึงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นบริวารเสด็จไปยังบ้านของนางสุปปิยาอุบาสิกา นางเมื่อทราบว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จมา ได้ปรึกษากับสามีว่า…

ตนไม่สามารถที่จะเข้าเฝ้าถวายการต้อนรับได้ ขอให้สามีจัดการกราบทูลอาราธนาพระบรมศาสนาให้ประทับนั่ง ณ ที่อันควรแล้วถวายพระกระยาหาร พระบรมศาสดา เสด็จมาถึงบ้านของนางสุปปิยา ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่จัดไว้แล้วตรัสถามถึงนางสุปปิยาว่า:-

“อุบาสก นางสุปปิยาไปไหน ?”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางเป็นไข้นอนอยู่ในห้อง พระเจ้าข้า”

“จงเรียกนางมาเถิด อุบาสก” นางสุปปิยา นอนอยู่ในห้องได้ยินพระพุทธดำรัสที่ตรัสกับสามีโดยตลอดจึงคิดว่า..

“พระบรมศาสดา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณสงเคราะห์เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งปวง คงจะทรงทราบเหตุเรื่องราวของเราแล้วจึงรับสั่งเรียกหา” เมื่อคิดดังนี้แล้ว เกิดปีติปราบปลื้มลืมความเจ็บปวด จึงรีบลุกขึ้นจากเตียง โดยเร็วด้วยหวังจะเข้าเฝ้า ทันใดนั้น เหตุอัศจรรย์อันเกิดจากพุทธานุภาพ บาดแผลที่ขาของนางก็หายสนิท ผิวราบเรียบไม่มีร่องรอยของบาดแผล ผิวพรรณผ่องใสยิ่งกว่าเดิม นางยิ่งเกิดปีติศรัทธามากขึ้น รีบจัดแจงแต่งกายเรียบร้อยแล้วออกมาเข้าเฝ้า กราบถวายยังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วนั่ง ณ ที่อันควรแก่นตน พระพุทธองค์ทรงพระดำริว่า..

“อุบาสิกานี้ไม่สบายด้วยเหตุอุไรหนอ” ดังนี้แล้วจึงได้ตรัสถาม นางสุปปิยา ก็ได้กราบทูลเรื่องราวที่ตนกระทำทั้งหมดให้พระพุทธองค์ได้ทรงทราบ

ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์

พระบรมศาสดาครั้งเสร็จกิจแล้วเสด็จกลับพระวิหารรับสั่งให้ประชุมสงฆ์แล้วทรงตำหนิภิกษุรูปนั้นเป็นอย่างมากแล้ว ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฉันเนื้อมนุษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ต่อมาพระบรมศาสดาขณะประทับอยู่ ณ พระเชตะวันมหาวิหาร เมื่อทรงสถาปนาอุบาสิกาทั้งหลายในตำแหน่งต่าง ๆ ได้ทรงปรารภอุปนิสัยศรัทธาของนางสุปปิยาแล้ว ได้ทรงสถาปนานางไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่า อุบาสิกาทั้งหลายในฝ่ายผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้

เนื้อที่ภิกษุฉันไมได้ ๑๐ อย่าง

๑. เนื้อมนุษย์

๒. เนื้อช้าง

๓. เนื้อม้า

๔. เนื้อสุนัข

๕. เนื้องู

๖. เนื้อราชสีห์

๗. เนื้อหมี

๘. เนื้อเสือโคร่ง

๙. เนื้อเสือดาว

๑๐. เนื้อเสือเหลือง

สัตว์ที่ภิกษุไม่ควรฉัน ๔ ประเภท

๑. สัตว์ที่เห็นเขาฆ่า

๒. สัตว์ที่ได้ยินเขาฆ่า

๓. สัตว์ที่เขาจงใจฆ่าให้ฉัน

๔. สัตว์ที่เลี้ยงไว้เอง

ขอบคุณข้อมูลจาก dmc.tv

Load More Related Articles
Load More By MrAusawinz
Load More In ตำนานเล่าขาน
Comments are closed.

Check Also

เรื่องดีๆ เกี่ยวกับความจริง ขอให้ทุกท่านสละเวลาอ่านครับ…

ความจริง ในสมัยจั้นกั๋ว…อัครเสนาบดีของรัฐฉีนามว่า โจวจี้ ผิว พรรณหมดจรด สูงถึง 8 ศอก…