Home กระแสดัง จบแค่ป.4!!! แต่บริจาค 10 ล้าน ให้กับ”พี่ตูน” ในโครงการก้าวคนละก้าว

จบแค่ป.4!!! แต่บริจาค 10 ล้าน ให้กับ”พี่ตูน” ในโครงการก้าวคนละก้าว

1 min read
0
0
229

      ได้รับเสียงชื่นชมในสังคมเป็นอย่างมาก สำหรับนักร้องชื่อดังขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ ตูน บอดี้แสลม ที่ขณะนี้กำลังวิ่งปฏิบัติภารกิจในโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อหาเงินซื้ออุปกรณ์การแพทย์มอบให้11โรงพยาบาลที่ขาดแคลนโดยเส้นทางการวิ่งคือ วิ่งจาก ใต้สุด อ.เบตง จังหวัดยะลา ไปสู่เหนือสุด อ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร เป็นเวลา 55 วัน ตั้งเป้ายอดบริจาคที่700ล้านบาท และขณะนี้ก็ได้รับธารน้ำใจหลั่งไหลอย่างมากมายมาโดยตลอด

      ล่าสุดนี้วันที่ 29 พ.ย. 60 เฟซบุ๊กเพจ “Ampolfood Family” ได้มีการโพสต์ข้อความระบุว่า “[Live สด] แถลงข่าว คุณแม่จรีพร เทพผดุงพร และครอบครัว เจ้าของธุรกิจกะทิชาวเกาะ มอบเงิน 10 ล้านบาท แก่ ตูน บอดี้สแลม ในโครงการก้าวคนละก้าว เวลา 17.00 น. รอติดตามชมนะครับ #นครปฐมทีมพี่ตูน #กะทิชาวเกาะ #ChaoKoh #APF #ก้าว #ก้าวคนละก้าว #ก้าวคนละก้าวเพื่อ11โรงพยาบาล” ซึ่งหลังจากโพสต์ดังกล่าวได้มีการแชร์ออกไปในโลกออนไลน์ ทำให้มีชาวเน็ตเข้าไปแสดงความชื่นชมมากมาย

 

 

คุณ จรีพร เทพผดุงพร เจ้าของผลิตภัณฑ์สินค้า กะทิชาวเกาะ ผู้ซึ่งมอบเงินจำนวน 10 ล้านบาท ให้กับตูน บอดี้สแลม ในโครงการวิ่งเพื่อขอรับบริจาคในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ นั้น ประวัติของเธอมีโอกาสได้เรียนหนังสือเพียงชั้นป.4 แต่เธอมีความมุ่งมั่น ขยัน อดทน ฟันฝ่าอุปสรรคนานา จนสามารถสร้างสินค้าในชื่อ “กะทิชาวเกาะ” ให้เป็นที่ยอมรับของคนไทยได้สำเร็จ

 

ประวัติ คุณ จรีพร เทพผดุงพร

 

 

เธอเกิดเป็นลูกสาวคนจีน จึงต้องแบกรับงานทุกอย่างของครอบครัว ชีวิตไม่เคยรู้จักวันหยุด ต้องแจวเรือจากบางขวางถึงบางแค ตวงข้าวเปลือก ข้าวสารและน้ำมันก๊าดขาย

สมัยก่อนคนจีนไม่รักลูกสาว พ่อจึงไม่สนับสนุนให้เรียนหนังสือ แต่เมื่อเธอใช้น้ำตาเข้าแลกบวกกับคำอ้อนวอนของแม่ จึงได้เรียนถึงชั้นป.4 โดยมีข้อแม้ว่างานบ้านห้ามขาดตกบกพร่อง

สมัยเรียนพ่อไม่เคยให้เงินค่าขนม แม่แอบขโมยให้บ้าง แต่นานๆ ครั้ง กลางวันต้องกลับมากินข้าวที่บ้านแล้วรีบกลับไปเก็บดินสอสั้นๆ ที่เขาทิ้งไว้ตามใต้ถุนโรงเรียนเพื่อหาหญ้าปล้องมาต่อด้ามให้ยาวพอที่จะจับเขียนได้

เมื่อไม่ได้เรียนต่อ ก็เปลี่ยนมาช่วยน้าสาวขายขนม เลี้ยงเป็ด หากุ้งหาปลามาทำกะปิ เรียกว่าทำทุกอย่างที่สุจริตเพื่อเงิน แต่เมื่อน้องชายสองคนไปเรียนต่อเมืองจีน เธอก็ต้องกลับมาช่วยที่บ้านขายของ แบกกระสอบข้าว ใช้แรงงานเหมือนผู้ชาย

เมื่ออายุครบ 19 ปี ญาติห่างๆ คนหนึ่งแนะนำคุณอำพล เทพผดุงพร ให้พ่อรู้จักเพื่อขอเธอแต่งงาน พ่อเห็นเป็นคนขยัน โหงวเฮ้งดี จึงยกให้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถามความสมัครใจของเธอ

น้ำตาแห่งความเคว้งคว้างไหลอาบแก้ม นาทีนั้นหากมียาพิษใกล้มือคงตัดสินใจจบชีวิตลง แต่เมื่อหาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ ก็จำใจต้องแต่ง

คุณอำพลมีหุ้นค้ามะพร้าวกับญาติๆ แต่ถูกโกงจึงมาเปิดกิจการส่วนตัว แต่ละวันเธอต้องแจวเรือมาจอดขายมะพร้าวที่สี่แยกมหานาค สวมเสื้อแขนยาว สวมงอบสู้แดด ตั้งแต่เช้าจดเย็น ส่วนสามีทำตลาดขายส่งในเมือง

เมื่อมีลูกก็ต้องฝากให้แม่ช่วยเลี้ยง สองสามีภรรยาปากกัดตีนถีบ ขนมะพร้าววันละสามสี่พันลูกไปขาย เมื่อกิจการเริ่มไปได้ดี พ่อจึงช่วยเซ้งห้องแถวย่านท่าเตียนให้ โดยเปิดเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดอุดมมะพร้าว ขายตั้งแต่ตีสี่ถึงสี่ทุ่ม แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่ก็ชื่นใจ เพราะกิจการโตวันโตคืน มีรายได้ถึงขั้นส่งลูกสามคนไปเรียนเมืองนอกได้สบาย

แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผัน เมื่อลูกชายคนที่สี่ (เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร) เรียนจบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มารบเร้าให้เปลี่ยนจากขายมะพร้าวลูกมาทำกะทิพาสเจอไรซ์ เพราะเล็งเห็นว่ารายได้ของครอบครัวเริ่มคงที่ไม่สูงขึ้นเหมือนก่อน เนื่องจากเกษตรกรเริ่มมีรถขนส่งได้เอง ไม่ต้องอาศัยเรือไฟเหมือนในอดีต

เขาอ้อนวอนอยู่เป็นปีจนเธอใจอ่อน ลงทุนไปประมาณ 3 ล้านบาท สร้างโรงงานชาวเกาะ จ้างคนงานเกือบ 100 คน แต่เมื่อลงมือทำก็ขาดทุน ด้วยเป็นสินค้าใหม่ที่คนไม่กล้าซื้อ เพราะชินกับการใช้กะทิสดทำอาหาร

ฉันลงทุนซื้อถังน้ำแข็งเดินอ้อนวอนฝากแม่ค้าแช่ขายหน้าร้าน บางคนก็ยอม แต่บางคนบอกว่าเกะกะเพราะมั่นใจว่าขายไม่ได้ เพื่อนๆ ที่ขายมะพร้าวด้วยกันกว่า 10 โรงงานบอกว่าสามีเธอโง่ คนเขากินกะทิสดๆ กัน จะมาทำกะทิถุงให้เจ๊งทำไม

ทุกๆ วันคนในครอบครัวต้องกลับมานั่งร้องไห้ปรึกษากัน ฝ่ายลูกชายเขาเสียใจมาก แต่ก็ไม่ท้อ เดินหน้าทำทุกอย่างเพื่อสร้างแบรนด์ชาวเกาะ ทั้งติดป้ายโฆษณาตระเวนทำอาหารจากกะทิให้คนชิมตามต่างจังหวัด

ตอนทำโฆษณาโทรทัศน์ ลูกปิดบังเธอ มาบอกอีกทีตอนที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้าง 5 ล้านบาท เขาบอกว่า ”ผมยอมให้แม่ด่าครั้งเดียว เพราะถ้าบอกแม่ก็คงไม่ให้ทำ เธอนั่งร้องไห้ เพราะจนปัญญาที่จะหาเงินมาให้เขา

ฝ่ายสามีก็โมโหลูกถึงขั้นลงไม้ลงมือ ปากก็พร่ำด่าว่าขายมะพร้าวอยู่ดีๆ ทำไมต้องทำให้เป็นหนี้ด้วย เธอเองก็ทั้งปลอบทั้งโมโห เพราะเงินที่สะสมมาจมหายไปหมด ของมีค่าในบ้านก็ขายมาสู้หมดแล้ว

แม่ของเธอเตือนว่าอย่าไปดุลูก ลูกใช้เงินไปกับการทำงาน ไม่ได้เอาไปเล่นการพนัน เงินเป็นของนอกกาย ถ้าไม่ตายก็หาใหม่ได้ และแม่จะหาทางช่วยอีกแรงหนึ่ง

เธอบอกสามีว่าเราต้องสู้ ต้องอดทน เพราะเขาเริ่มถอดใจแล้ว เมื่อขี่หลังเสือแล้วห้ามลง ต้องอดทนให้ถึงที่สุด เงินจะหมดก็หมดไป แต่เราจะยอมแพ้ให้คนอื่นเขาดูถูกซ้ำเติมไม่ได้

เมื่อกิจการเริ่มอยู่ได้ ลูกชายคนโตที่กลับมาจากอเมริกาจึงแนะนำให้เธอลงทุนทำกะทิกระป๋องเพื่อยืดเวลาหมดอายุ ฉันจึงใช้ที่ดินที่มีอยู่เป็นหลักทรัพย์กู้เงินมาอีก 20 ล้าน และเริ่มบุกตลาดต่างประเทศจนธุรกิจเดินหน้า

ต่อมาปี พ.ศ. 2529 ดวงตาที่กำลังเห็นแสงสว่างกลับพร่ามัวอีกครั้ง เพราะสามีโดนลอบยิงเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ความรักจากลูกๆ ทั้งห้าคนก็ช่วยให้ความท้อใจคลายลงได้

เมื่อตลาดกะทิสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง เธอจึงเปิดโรงงานอำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด ผลิตกะทิกล่องยูเอชที และต่อมาก็เปิดโรงงานแม่พลอยเพื่อผลิตแกงกระป๋องขายส่งนอกคู่กับกะทิกระป๋อง

สินค้าชนิดไหนที่น่าจะทำตลาดก็ลองหมด เพื่อสร้างความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ปัจจุบันทั้งสามโรงงานรับซื้อสินค้าจากเกษตรกรมาผลิตอาหารสุขภาพป้อนตลาดภายในและต่างประเทศ

ไม่เคยคิดเลยว่าคนจบแค่ชั้นประถมอย่างเธอจะประสบความสำเร็จได้ ทุกวันนี้ความสุขในชีวิตคือการแบ่งปัน เราเคยลำบากมาก่อน เมื่อถึงคราวสบายก็ควรช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา

 

 

ขอขอบคุณ

ที่มา : GOODLIFEupdate.com / siamstations.com / welovemyking.com
ภาพจาก : ahakorn / tcc-chaokoh / Vin Buddy

Load More Related Articles
Load More By turtle
Load More In กระแสดัง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Check Also

8 ลักษณะโหวงเฮ้ง “ผู้หญิง” บอกดวงชะตา วาสนาดี!!

วันนี้เราจะพาไปดูอนาคตของคุณจากโหวงเฮ้งต่างๆ บนร่างกาย ว่าภายภาคหน้าชีวิตของคุณจะสบาย หรือ…